seo-checklist

SEO Checklist รวมทุกอย่างครบถ้วน อ่านเข้าใจง่าย อัปเดตใหม่ล่าสุด 2023

เครื่องมือ SEO Checklist ตัวช่วยสุดเจ๋ง ที่จะทำให้การตรวจสอบเว็บไซต์เป็นเรื่องง่าย จุดประสงค์ของการตรวจสอบเพื่อให้มั่นใจได้ว่าเว็บไซต์ของคุณมีความถูกต้องตรงตามหลัก SEO หรือไม่ เพื่อดันให้เว็บไซต์สามารถติดอันดับหน้าแรกบน Google ได้ไม่ยาก ดังนั้นหากใครสนใจเรื่องราวดี ๆ แบบนี้ สามารถอ่านบทความ SEO Checklist รวมทุกอย่างครบถ้วน อ่านเข้าใจง่าย อัปเดตใหม่ล่าสุด 2023 นี้กันได้เลย

SEO Checklist Template Preview

สารบัญเนื้อหา

วิธีการตั้งค่าและการใช้งาน SEO checklist

ก่อนที่จะเริ่มต้นการติดตั้งและใช้งาน คุณจะต้องตอบคำถามทั้งหมดจำนวน 2 ข้อนี้ก่อนเป็นอันดับแรก

  1. SEO Checklist ทำงานบนแพลตฟอร์มหรือ CMS ใดบ้าง
  2. คุณต้องการตรวจสอบรายการ SEO ด้านใดบ้าง 
SEO Checklist Sheet

เมื่อคุณตอบคำถามเรียบร้อยแล้ว จะทราบได้ว่าต้องการตรวจสอบรายการใดบ้าง ซึ่งสามารถกำหนดได้ด้วยตัวเอง โดยไปที่แท็บ “Checklist” จากนั้นจะเห็นรายการตรวจสอบแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

  • การตรวจสอบเพียงครั้งเดียว (Do it once)
  • การตรวจสอบเป็นระยะ (Do it periodically) 
  • การตรวจสอบทุกครั้งที่เผยแพร่หน้าเพจใหม่ (Do it each time you publish a new page)

ซึ่งแน่นอนว่าคุณไม่จำเป็นต้องตรวจสอบทุกอย่างในครั้งเดียว เลือกรายการตรวจสอบตามความต้องการ และกำหนดเวลาการตรวจสอบได้ด้วยตัวเอง

การตรวจสอบเว็บไซต์โดยรวมในครั้งเดียวด้วยการใช้ SEO checklist

ต่อมาจะพามาดูรายการตรวจสอบ SEO ที่จะต้องทำเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ซึ่งจะมีรายการอะไรบ้างมาดูกันเลย

ติดตั้งธีมที่เป็นมิตรต่อ SEO 

ธีมสำหรับติดตั้งในเว็บไซต์มีการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์และอัปเดตตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นใน Shopify, Wix และ WordPress ซึ่งต้องเลือกธีมที่เหมาะสมกับ SEO (SEO-friendly) แต่อย่างไรก็ตามคุณต้องทำการตรวจสอบธีมก่อนติดตั้งเสมอ ซึ่งรายการตรวจสอบมีดังนี้

  • ธีมมีความเหมาะสมกับการใช้งานบนโทรศัพท์หรือไม่ ซึ่งตรวจสอบโดยการโหลดรูปแบบสาธิตบนโทรศัพท์มือถือ และลองใช้งานดู
  • การทำงานของธีมรวดเร็วไหม ซึ่งสามารถตรวจสอบโดยใช้เครื่องมือ PageSpeed Insights ของ Google ยิ่งคะแนนสูงเท่าไรก็ยิ่งดีเท่านั้น
  • สามารถใช้งานข้ามเบราว์เซอร์ได้หรือไม่ ให้ทดลองใช้ดูกับ Chrome, Firefox และ Safari
  • ธีมได้รับการรีวิวอย่างไรบ้างจากผู้ใช้งานจริง
  • ธีมมีการอัปเดตเป็นประจำหรือไม่ ซึ่งปกติแล้วจะมีการแสดงข้อมูล และเวลาในการอัปเดตล่าสุดที่ผ่านมา

วางแผนโครงสร้างเว็บไซต์

สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กับปัจจัยด้านอื่น ๆ คือ โครงสร้างเว็บไซต์ ซึ่งหากมีโครงสร้างที่ดีจะช่วยให้ผู้เยี่ยมชมสนใจเข้าใช้เว็บไซต์ของคุณ นอกจากนี้ยังช่วยให้มั่นใจได้ว่า Google สามารถค้นหาหน้าทั้งหมดบนเว็บไซต์ของคุณได้ และส่งผลดีต่อการจัดอันดับ

Site Structure

จะเห็นได้ว่าแต่ละส่วนที่แบ่งบนภาพโครงสร้างด้านบนนี้ จะเกี่ยวข้องกับลิงก์ภายใน (Internal links) ที่จะพาให้ผู้เยี่ยมชมสามารถคลิกจากหน้าหนึ่ง ไปยังอีกหน้าหนึ่งบนเว็บไซต์ได้สบาย ๆ ดังนั้นแนะนำว่าควรวางโครงสร้างตามแผนภาพด้านบนนี้

ใช้โครงสร้าง URL ที่สามารถสื่อความหมายได้

การสร้างเว็บไซต์ แนะนำว่าควรใช้โครงสร้าง URL ที่มีความชัดเจน สามารถสื่อความหมายได้ และบ่งบอกได้ว่าบทความนี้ หรือเว็บไซต์นี้เกี่ยวข้องกับอะไร โดยการเปลี่ยน URL สามารถทำได้ดังนี้ Settings > Permalinks > Post name

URL Structure

แต่บางเว็บไซต์ที่อาจจะไม่สามารถเปลี่ยนโครงสร้างส่วนนี้ได้ เนื่องจากอาจจะสร้างผลเสียมากกว่าผลดี เพราะฉะนั้นจำเป็นต้องใช้ในรูปแบบเดิมเท่านั้น

ติดตั้ง SEO plugin ที่เป็นแบบ all-in-one ทำงานได้อย่างครบวงจร

ถ้าคุณกำลังใช้งาน WordPress อยู่ จะต้องมีการติดตั้งและใช้งาน SEO ปลั๊กอิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพบนเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุง Sitemap และเมตาแท็ก โดยปลั๊กอินที่แนะนำว่าควรใช้มีดังนี้

SEO plugin Yoast

แต่อย่างไรก็ตามหากคุณไม่ได้ใช้ WordPress ก็ไม่จำเป็นต้องติดตั้ง SEO ปลั๊กอินก็ได้

ตั้งค่า Google Search Console

Google Search Console เป็นเครื่องมือฟรีสำหรับติดตามประสิทธิภาพการค้นหาทั่วไปของเว็บไซต์ ซึ่งสามารถใช้งานในการตรวจสอบได้ดังนี้

  • ตรวจสอบคีย์เวิร์ดที่มีการจัดอันดับ
  • ตรวจสอบตำแหน่งอันดับของเว็บไซต์
  • ค้นหาข้อผิดพลาดของเว็บไซต์
  • ใช้ในการซับมิท Sitemap ของเว็บไซต์
Google Search Console

สามารถดูรายละเอียดการตั้งค่าเพิ่มเติมได้ที่นี่  Instructions from Google

ตั้งค่าเครื่องมือ Bing Webmaster

Bing Webmaster Tools เป็นเครื่องมือที่ทำหน้าที่คล้ายกับ Google Search Console ที่ใช้งานสำหรับแพลตฟอร์มค้นหาอย่าง Bing

Bing Webmaster Tool

แต่อย่างไรก็ตามการค้นหาใน Bing ไม่ใช่สิ่งที่ SEO จะให้ความสำคัญเสียมากเท่าไหร่

สร้างและส่งแผนผังเว็บไซต์

แผนผังเว็บไซต์ หรือ sitemap จะช่วยบอกให้เครื่องมือค้นหาทราบว่าจะค้นหาหน้าเพจที่สำคัญบนเว็บไซต์ได้จากที่ใด เพื่อให้เครื่องมือค้นหาสามารถเข้ามารวบรวมข้อมูลหรือจัดทำดัชนีเพจได้ ซึ่งลักษณะแผนผังเว็บไซต์สำหรับ Ahrefs มีลักษณะดังนี้

Sitemap Example

โดยปกติจะพบแผนผังไซตืได้ใน URL เหล่านี้ 

  • /sitemap.xml 
  • /sitemap_index.xml 
  • /sitemap

แต่ถ้าไม่พบ URL เหล่านี้ ให้ไปตรวจสอบไฟล์ robots.txt (domain.com/robots.txt) เนื่องจากตำแหน่งของไฟล์มักจะแสดงอยู่ที่นั่น

robots.txt

หากคุณยังคงหา URL ไม่พบ แสดงว่าคุณอาจยังไม่มีและจำเป็นต้องสร้างขึ้นมาใหม่ 

ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเว็บไซต์ของคุณจัดทำดัชนีได้

การค้นหาข้อมูลบน Google ไม่ใช่การค้นหาทั้งเว็บไซต์ แต่จะค้นเจอเฉพาะหน้าที่จัดทำดัชนีเว็บเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าหน้าไหนที่ไม่สามารถจัดทำดัชนีได้ หน้าเว็บอาจจะไม่ปรากฏในผลการค้นหา แต่อย่างไรก็ตาม Google สามารถจัดทำดัชนีหน้าเว็บได้ทั้งหมด เว้นแต่คุณจะบอกว่าไม่อนุญาต

และนี่เป็นวิธีการค้นหาหน้าเว็บที่ Google ไม่สามารถจัดทำดัชนีได้ โดยใช้เครื่องมือ Ahrefs Webmaster Tools (AWT)

  1. รวบรวมข้อมูลเว็บไซต์ของคุณด้วย Site Audit
  2. ไปที่รายงานปัญหาทั้งหมด
  3. ตรวจสอบข้อผิดพลาด “หน้า Noindex ในแผนผังเว็บไซต์”
Noindex in sitemap

โดยแผนผังไซต์จะแสดงรายการหน้าเว็บที่คุณต้องการให้เครื่องมือค้นหาจัดทำดัชนี หากหน้าเหล่านี้มีเมตาแท็กโรบ็อต “noindex” หรือ x-robots-tag แสดงว่ามีปัญหา คุณควรลบหน้าเหล่านี้ออกจากแผนผังไซต์หรือลบแท็ก noindex ออกจากหน้าเพจ

เพิ่ม schema markup ในหน้าแรกของเว็บไซต์

Schema markup คือโค้ดที่มีโครงสร้างซึ่งช่วยให้เครื่องมือค้นหาเข้าใจและนำเสนอเว็บไซต์ของคุณในผลการค้นหาได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้นจะเป็นส่วนที่ควรจะต้องเพิ่มลงในเว็บเพจทุกหน้าในเว็บไซต์ แต่คุณไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดเอง ซึ่งสามารถใช้ SEO plugin เป็นตัวช่วยได้ 

ตัวอย่างเช่น

หากคุณใช้ Yoast ใน WordPress สามารถทำการเพิ่ม schema markup ได้ที่การตั้งค่า “Site representation”  

Yoast schema

จากนั้นเลือกว่าเป็นการใช้งานจากองค์กร หรือบุคคล และกรอกรายละเอียดให้ครบถ้วน จากนั้นปลั๊กอินจะเพิ่มมาร์กอัปสคีมาให้ทันที และเมื่อต้องการตรวจสอบการทำงานให้ปลั๊กหน้าแรกของเว็บหรือ Homepage เข้ากับเครื่องมือ schema markup validator 

schema test

ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเว็บไซต์เหมาะสมกับการใช้งานบนอุปกรณ์เคลื่อนที่

ปัจจัยในการจัดอันดับเว็บไซต์อีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญมาก คือ ความเหมาะสมต้อการใช้งานบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ (Mobile-friendly) คุณสามารถตรวจสอบได้ว่าไซต์ของคุณเหมาะกับอุปกรณ์เคลื่อนที่เพียงใดด้วยรายงานการใช้งานอุปกรณ์เคลื่อนที่ใน Google Search Console

Mobile Usability

ตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้ใช้ HTTPS แล้ว 

เชื่อไหมว่า HTTPS ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการจัดอันดับเช่นกัน

ซึ่งหากเว็บไซต์ของคุณมีการใช้ HTTPS แล้ว จะแสดงไอคอน “lock” ในเบราว์เซอร์ของคุณ

HTTPS

แต่ถ้าไม่เห็นไอคอนนี้จะต้องติดตั้ง TLS certificate แทน อย่างไรก็ตามสำหรับแพลตฟอร์มเว็บไซต์ และโฮสต์สมัยนี้ได้ตั้งค่าให้ใช้ HTTPS อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นหายห่วงเรื่องนี้ได้เลย 

ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเว็บไซต์สามารถเข้าถึงได้จากโดเมนเดียวเท่านั้น

สิ่งหนึ่งที่คุณต้องระมัดระวังคือช่องทางการเข้าชมเว็บไซต์ ซึ่งการมีหลายช่องทางที่เข้าถึงเว็บไซต์อาจจะทำให้เกิดปัญหาในการรวบรวมข้อมูล การจัดทำดัชนี และเสี่ยงต่อความปลอดภัยของเว็บไซต์

ซึ่งหากต้องการตรวจสอบโดเมนเว็บไซต์ สามารถใช้ httpstatus.io ในการตรวจสอบได้

  • http://yourdomain.com
  • http://www.yourdomain.com
  • https://yourdomain.com
  • https://www.yourdomain.com

จากนั้นสามารถเปลี่ยนเส้นทางโดเมนไปยังเวอร์ชัน HTTPS ได้

Domain homepage versions

ตรวจสอบความเร็วของเว็บไซต์

ความเร็วในการแสดงผลของเว็บไซต์ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ถูกใชเในการจัดอันดับ ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานบนอุปกรณ์เคลื่อนที่หรือบนเดสก์ท็อป เว็บไซต์จะต้องมีความเร็วที่สูงในการประมวลผล และแสดงผล

ซึ่งในปัจจุบันวิธีการตรวจสอบความเร็วเว็บไซต์สามารถใช้ Core Web Vitals ได้ 

การตรวจสอบประสิทธิภาพ Core Web Vitals ของเว็บไซต์ได้ฟรีในเครื่องมือ Ahrefs Webmaster Tools (AWT) โดยทำตามขั้นตอนดังนี้

1. รวบรวมข้อมูลเว็บไซต์ของคุณด้วย Site Audit

2. ไปที่รายงานประสิทธิภาพ “Performance”

3. ตรวจสอบส่วน “Core Web Vitals”

Core Web Vitals

ซึ่งเมื่อตรวจสอบแล้วเจอขึ้นสีแดงจำนวนมาก นั่นหมายความว่าเว็บไซต์จำเป็นต้องได้รับการปรับปรุง

ติดตั้งปลั๊กอินการบีบอัดรูปภาพ

การบีบอัดรูปภาพ มีจุดประสงคืเพื่อให้ไฟล์รูปภาพมีขนาดเล็กลง เพื่อเพิ่มความเร็วในการโหลดเว็บไซต์ ซึ่งหากใช้แพลตฟอร์มอย่าง Wix หรือ Shopify คุณไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้มากนัก เนื่องจากแพลตฟอร์มจะบีบอัดรูปภาพโดยอัตโนมัติ แต่ถ้าคุณใช้ WordPress คุณจะต้องติดตั้งปลั๊กอินการบีบอัดรูปภาพ เช่น ShortPixel โดยเครื่องมือนี้สามารถใช้บีบอัดรูปภาพได้สูงสุด 100 ภาพต่อเดือนได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย

สมัครใช้งาน Google Business Profile ฟรี

เครื่องมือฟรีนี้จะใช้สำหรับการค้นหาข้อมูลธุรกิจในท้องถิ่นผ่าน Google และ Google Maps

Google Business Profile

หากธุรกิจมีหน้าร้าน หรือให้การบริการในพื้นที่ท้องถิ่น การใช้ Google Business Profile ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก ที่จะช่วยให้ผู้คนค้นพบธุรกิจของคุณได้ โดยคุณจะต้องเข้าไปกรอกข้อมูลให้ครบถ้วนไม่ว่าจะเป็นชื่อร้าน สถานที่ตั้ง เวลาเปิด-ปิด ช่องทางการติดต่อ เป็นต้น

การใช้ลิงก์ย้อนกลับจากแหล่งเดียวกันกับเว็บไซต์คู่แข่ง

ลิงก์ย้อนกลับคือลิงก์ไปยังเว็บไซต์ของคุณจากเว็บไซต์อื่น และเป็นหนึ่งในปัจจัยอันดับสูงสุดของ Google มีหลายวิธีในการได้รับสิ่งเหล่านี้มากขึ้น แต่จุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดคือการใช้สร้างลิงก์ย้อนกลับเหมือนกับคู่แข่งของคุณ

ซึ่งการตรวจสอบลิงก์ย้อนกลับของเว็บไซต์คู่แข่ง สามารถทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ได้

  1. ไปที่ Ahrefs’ Site Explorer
  2. ป้อน homepage URL ลงไป
  3. เปลี่ยนโหมดเป็น “Exact URL”
  4. ไปที่รายงาน “Link Intersect”
  5. ป้อนหน้าแรกของคุ๋แข่งลงในช่องว่าง
  6. ตั้งค่าโหมดการค้นหาสำหรับทุกหน้าเป็น “URL”
  7. คลิกที่ “Show link opportunities”
link intersect competitors link

ซึ่งการใช้งานเครื่องมือนี้จะค่อนข้างง่ายมาก

Directory link

หากรู้สึกว่าการเพิ่มธุรกิจของคุณอยู่ในไดเร็กทอรีเหล่านี้อาจเป็นประโยชน์ ให้สมัครบัญชีและสร้างโปรไฟล์ คุณจะได้รับลิงค์ย้อนกลับด้วย

การตรวจสอบเว็บไซต์เป็นประจำสม่ำเสมอ

การตรวจสอบจะต้องทำอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสองสามเดือนครั้งหนึ่ง หลังจากที่ตั้งค่าสิ่งต่าง ๆ ของเว็บไซต์เรียบร้อยแล้ว ซึ่งรายการตรวจสอบและแก้ไข้มีดังนี้

แก้ไขหน้าเว็บที่เสียหาย

ลิงก์ที่ใช้งานไม่ได้อาจจะส่งผลเสียต่อประสบการณ์ผู้ใช้งาน และทำให้ค่า “authority” ของเว็บไซต์ลดต่ำลงได้ หากต้องการค้นหาลิงก์ที่ใช้งานไม่ได้เหล่านี้ ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะสามารถใช้เครื่องมือฟรีอย่าง Ahrefs Webmaster Tools เพียงแค่ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

  1. รวบรวมข้อมูลเว็บไซต์ของคุณด้วย Site Audit
  2. ไปที่รายงานหน้าภายใน (Internal pages report)
  3. คลิกแท็บ “Issues”

ค้นหาข้อผิดพลาด “404 page”

Broken Pages Site Audit

และนี่เป็นวิธีการจัดการลิงก์ที่ใช้งานไม่ได้

How to Deal With Broken Links

รีเฟรชหน้าเว็บไซต์ที่มีแนวโน้มอันดับลดลง

สำหรับการจัดอันดับหน้าเว็บไซต์มีแนวโน้มที่จะลดลงตลอดเวลา หากคุณไม่ทำการอัปเดตหน้าเว็บต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะหัวข้อเนื้อหาคอนเทนต์ที่มีการเปลี่ยนแปลงหรือมีเทรนด์ใหม่ๆ เพิ่มมา

ต่อมาจะบอกวิธีในการค้นหาหน้าเว็บที่สามารถรีเฟรชได้ โดยใช้เครื่องมืออย่าง Google Search Console 

  1. ไปที่รายงานผลการค้นหา
  2. คลิกที่ “Date” และเลือกโหมด “Compare”
  3. คลิก Apply
  4. คลิกแท็บ “Pages” ในตาราง
  5. จัดเรียงผลลัพธ์ตาม “Clicks Difference” เรียงจากต่ำไปสูง
Declining content

ตัวอย่างเช่น

รายการการค้นหายอดนิยมบน Google ของเราได้รับการเข้าชมทั่วไปน้อยกว่า 75,000 ครั้งในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับข้อมูลเก่า จะเห็นได้ว่าลดลงเยอะ ซึ่งอาจเป็นเพราะผู้ค้นหาต้องการข้อมูลที่อัปเดตเป็นปัจจุบัน แต่ว่าเรารีเฟรชหน้านี้ครั้งล่าสุดเมื่อสองสามเดือนก่อนจึงทำให้เนื้อหาเก่าเกินไป เพราะฉะนั้นจำเป็นต้องรีเฟรชเนิ้อหาในหน้านี้ใหม่

วิเคราะห์ช่องว่างของเนื้อหา

ขั้นตอนนี้จะช่วยค้นหาคีย์เวิร์ดที่คู่แข่งของคุณใช้ในการจัดอันดับ และเป็นคีย์เวิร์ดที่คุณไม่มี ซึ่งขั้นตอนการวิเคราะห์สามารถทำได้ดังนี้

  1. ไปที่ Competitive Analysis tool 
  2. กรอกโดเมนเป้าหมายลงไป
  3. กรอกข้อมูลลิงก์เว็บไซต์คู่แข่ง
  4. คลิกที่ “Compare”
Content Gap Analysis

จากนั้นจะปรากฏคีย์เวิร์ดที่คู่แข่งมี และเป็นคำที่ติดอันดับใน 10 อันดับแรก ซึ่งในเว็บไซต์ของคุณไม่มีนั่นเอง

ตัวอย่างเช่น

คู่แข่ง 3 เว็บไซต์ ติดอันดับ 10 อันดับแรกในด้าน “rankbrain”

Content Gaps

ซึ่งเป็นหัวข้อที่คุณต้องพิจารณา

อัปเดต Google Business Profile 

แนะนำว่าควรมีการอัปเดตเป็นประจำสม่ำเสมอ เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนมากที่สุดแก่ลูกค้าที่ค้นหาข้อมูลธุรกิจของคุณบน Google โดยสิ่งที่ต้องตรวจสอบและแก้ไขบ่อย ๆ จะเป็นข้อมูบดังนี้

  • เวลา เปิด-ปิด
  • เวลาเปิด-ปิด ในช่วงวันหยุดพิเศษ
  • หมายเลขโทรศัพท์
  • สินค้าและการบริการ

ซึ่งอยากแนะนำให้ใช้ฟีเจอร์ “post” เพื่อให้ผู้ติดตามธุรกิจของคุณได้รับข้อมูลล่าสุด

ตัวอย่างเช่นการอัพเดตเวลาบริการในช่วงวันหยุดคริสต์มาสนี้

Google Business Profile Post

ตรวจสอบปัญหาทางด้านเทคนิคอื่น ๆ ในเว็บไซต์

ปัญหาเทคนิคต่าง ๆ ที่ไม่ได้รับการตรวจสอบและแก้ไขอาจจะทำลายเว็บไซต์ได้ เพราะฉะนั้นคุณต้องตรวจสอบเป็นประจำ โดยใช้เครื่องมือฟรีอย่าง Site Audit ใน Ahrefs Webmaster Tools ซึ่งเข้าไปแล้วเลือกตัวเลือกในการตรวจสอบว่าจะกำหนดเป็นรายสัปดาห์ หรือรายเดือน

Scheduled Crawls

การตรวจสอบจะทำการรวบรวมข้อมูลเว็บไซต์ก่อน เพื่อค้นปัญหา SEO ที่เกิดขึ้นได้ และเครื่องมือจะแจ้งเตือนทางอีเมลเกี่ยวกับปัญหาเหล่านั้น เพื่อให้เข้าไปแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว

Technical SEO Issues Email

หากคลิกไปที่ “View” ในแต่ละปัญหาที่รายงานให้กับคุณ ระบบจะพาไปที่การตรวจสอบเว็บไซต์ และแสดง URL ที่ได้รับผลเสียจากปัญหานั้น ๆ 

Site Audit Issues

และให้คลิกที่ปุ่ม “Why and how to fix” เพื่อเรียนรู้วิธีจัดการกับแต่ละปัญหา

Site Audit-How-to-fix

การตรวจสอบเว็บไซต์ทุกหน้า รวมทั้งหน้าใหม่ ๆ ก็ห้ามพลาด

เมื่อเพิ่มหน้าใหม่ในเว็บไซต์จะต้องตรวจสอบการทำงานว่ามีความถูกต้องตามหลัก SEO หรือไม่ เพื่อให้เว็บไซต์ทำงานได้ดีที่สุด

ค้นหาคีย์เวิร์ดเพื่อกำหนดเป้าหมาย

แต่ละหน้าในเว็บไซต์จะต้องกำหนดคีย์เวิร์ดหลักอย่างน้อย 1 คำ เพื่อกำหนดแนวทางในการเขียนเนื้อหา ก่อนที่จะเผยแพร่หน้าใหม่

ตัวอย่างเช่น

สมมติว่ากำลังเขียนโพสต์เกี่ยวกับผลโปรตีนที่ดีที่สุด อาจจะใช้คำเหล่านี้ได้เพื่อใช้ในการค้นหา 

  • what is the best protein powder
  • best protein supplements
  • best protein shakes

แต่ถ้าไม่ทราบว่าจะใช้คีย์เวิร์ดไหนดี แนะนำให้ใช้เครื่องมือ Ahrefs’ Keywords Explorer เพื่อค้นหาคีย์เวิร์ดที่ดีที่สุด ในตัวกรอง “Parent Topic”

Parent Topic

การประเมินจุดประสงค์สำหรับการค้นหา

รูปแบบเนื้อหาส่วนใหญ่ที่ได้รับความสนใจใน Google จะมีหลากหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นโพสต์บล็อก เครื่องมือโต้ตอบ วิดีโอ หมวดหมู่ และหน้าสินค้า-บริการ เป็นต้น

การพิจารณาว่าคีย์เวิร์ดใดที่ผู้ค้นหานิยมใช้ เป็นการประเมินความตั้งใจในการค้นหา ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญหากคุณต้องการให้เว็บไซต์ได้รับการจัดอันดับ เนื่องจาก Google ต้องการจัดอันดับเนื้อหาที่ผู้ค้นหากำลังสนใจ โดยมีวิธีง่าย ๆ เพียงแค่ค้นหาประเภทเนื้อหาที่พบได้บ่อยสุดจากผลลัพธ์การจัดอันดับสูงสุดนั่นเอง

Search Intent

แนะนำให้เจาะลึกถึงจุดประสงค์เพื่อทำความเข้าใจรูปแบบเนื้อหาและมุมมองที่ดีที่สุดสำหรับการใช้งาน

ประเมินโอกาสในการติดอันดับบน Google

สามารถใช้คะแนนความยากของคีย์เวิร์ด หรือ Keyword Difficult เป็นเกณฑ์ประเมินได้

Keyword Difficulty

และยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในการจัดอันดับ เช่น

  • ลิงก์ย้อนกลับที่มีคุณภาพสูง จะพาไปยังหน้าเว็บที่ได้รับการจัดอันดับสูง
  • มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับเว็บไซต์ที่มีอันดับสูงสุด
  • แบรนด์ใหญ่ ๆ มักจะติดอันดับอยู่ใน 10 อันดับแรก
  • ประเภทเนื้อหาก็มีผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์

ค้นหาสิ่งที่ผู้ค้นต้องการจะทราบ

หากคุณต้องการให้เว็บไซต์ถูกจัดอันดับอยู่ใน “affiliate marketing” แนะนำว่าต้องศึกษาและค้นหาสิ่งที่ผู้คนกำลังให้ความสนใจ ซึ่งจะช่วยให้สร้างคอนเทนต์ที่ดีที่สุดได้ เมื่อนคอนเทนต์ได้กระแสตอบรับที่ดี มีผู้คนเข้าเยี่ยมชมจำนวนมาก จะส่งผลให้ Google มองว่าเนื้อหานี้ดี และน่าสนใจ 

subtopics

ซึ่งขั้นตอนในการค้นหาสิ่งที่ผู้คนสนใจ สามารถทำได้ดังนี้

  1. ไปที่ Competitive Analysis tool
  2. ป้อน URL ของเพจคุณที่ต้องการเปรียบเทียบ
  3. ป้อน URL เพจของคู่แข่ง ซึ่งควรเลือกเพจที่มีอันดับสูงสุด 2-3 หน้า มาเปรียบเทียบ
  4. คลิก “Compare”
Competitive Analysis Level

ไปที่รายงาน Content Gap และค้นหาคีย์เวิร์ดในหัวข้อย่อย

Page Level Content Gap

เพิ่มประสิทธิภาพของ Heading และ Subheading

ในส่วนนี้ถ้าวางโครงสร้างดี ๆ จะทำให้ Google เข้าใจเนื้อหาได้ดียิ่งขึ้น 

ตัวอย่างเช่น 

  • H1: Fruits & Vegetables
    • H2: Fruits
      • H3: Apple
      • H3: Orange
    • H2: Vegetables
      • H3: Carrot

ซึ่งคุณสามารถใช้คีย์เวิร์ดหลัก และคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องได้ในส่วนของ Heading และ Subheading ทั้งยังการวางโครงสร้างรูปแบบนี้จะทำให้เนื้อหาอ่านง่ายอีกด้วย

Heading and Subheadings Improve Readibility

ในโพสต์บล็อกควรมีคำนำเพื่อใช้ดึงดูดผู้อ่าน

การโน้มน้าวผู้อ่านเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพื่อไม่ให้พวกเขากดย้อนกลับ สามารถใช้คำนำที่เขียนเกี่ยวกับเนื้อหาคร่าว ๆ ของคอนเทนต์เป็นเครื่องมือในการดึงดูดผู้อ่านได้ โดยวันนี้ขอแนะนำ สูตร PAS กลยุทธ์เริ่มต้นที่ใช้ในการแนะนำคอนเทนต์ให้น่าสนใจ

PAS Formula

ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น หากกำลังเขียนโพสต์เกี่ยวกับวิธีการปรุงสเต็กให้อร่อย จะต้องเริ่มต้นด้วยการอธิบายปัญหาที่พบในขั้นตอนการทำสเต็กก่อนเป็นอันดับแรก

pas-formula-problem

จากนั้นก็พูดถึงว่าปัญหาการทำสเต็กที่สุกไป ไม่อร่อย เกิดจากอะไร

pas-formula-agitate

และเขียนวิธีการแก้ปัญหาเข้าไป

pas-formula-solution

แก้ไขสำนวนการเขียนต่าง ๆ ให้เรียบง่าย

จากการสำรวจพวว่าประชากรร้อยละ  ของประเทศสหรัฐฯ มีระดับการต่ำอยู่ในระดับต่ำ

US Citizen Reading Level

ดังนั้นแนะนำว่าการเขียนเนื้อหาต่าง ๆ ควรใช้สำนวนการเขียน และรูปแบบที่เรียบง่าย เช่น

  • การใช้ประโยคและย่อหน้าสั้น ๆ กระชับ
  • การใช้คำหรือวลีง่าย ๆ 
  • หลีกเลี่ยงคำศัพท์ทางการ หรือสำนวนยาก ๆ 

ซึ่งเครื่องมือฟรีบนเบราว์เซอร์อย่าง Hemingway สามารถช่วยปรับเนื้อหาให้อ่านเข้าใจง่ายได้มากขึ้น

Hemingway Reading Level

ซึ่งจะมีระดับ (Grade) ระบุไว้ด้วย

เชื่อมโยงไปยังแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

หลายคนอาจจะคิดว่าการเชื่อมโยงไปยังเว็บไซตือื่น ๆ นั้นไม่ดีต่อ SEO ซึ่งบอกเลยว่าคิดผิด เนื่องจากว่าการเชื่อมโยงลิงก์ไปยังเว็บไซต์อื่น ๆ นี้ จะช่วยให้ผู้คนค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ง่ายขึ้น สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้ รวมทั้งยังเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ด้วย

ใช้รูปภาพอธิบายสื่อความหมายแทนตัวอักษร

ไม่มีใครที่อยากอ่านข้อความจำนวนมาก เพราะมันน่าเบื่อสุด ๆ ดังนั้นเราต้องใช้รูปภาพเป็นตัวช่วยเพื่อลดปริมาณของตัวหนังสือให้น้อยลง นอกจากนั้นรูปภาพยังสามารถได้รับการจัดอันดับใน Google Image ได้อีกด้วย ซึ่งจะช่วยเพิ่มอัตราการเข้าชมให้กับเว็บไซต์ได้เช่นเดียวกัน

ตัวอย่างเช่น

จากข้อมูล Search Console Google Images พบว่ารูปภาพได้เพิ่มการเข้าชมแบบออร์แกนิคให้กับเว็บไซต์ของเรามากถึง 20,000 ครั้งในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา

Google Image Traffic

แต่อย่างไรก็ตามรูปภาพจะต้องเลือกให้เหมาะสมกับเนื้อหา เพื่อให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจในสิ่งที่คุณต้องการสื่อสารจากการดูรูปภาพ

เพิ่มประสิทธิภาพของรูปภาพ

หลังจากที่ติดตั้งปลั๊กอินการบีบอัดรูปภาพแล้ว ต่อมาคุณจะต้องปรับแต่งรูปภาพในรายละเอียดต่าง ๆ ดังนี้

  1. ตั้งชื่อรูปภาพเป็นคำอธิบายสั้น ๆ 

อย่าใช้ชื่อไฟล์รูปทั่วไป เช่น MG_875939.png หรือ ภาพหน้าจอ-2021-06-01 ใช้ชื่อไฟล์ที่สื่อความหมาย เช่น black-puppy.png หรือ eiffel-tower.jpg แทน

  1. เพิ่ม Alt text ที่สื่อความหมาย 

สำหรับ Alt text จะใช้แสดงเมื่อรูปภาพบนเพจไม่สามารถโหลดได้ และยังเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ใช้โปรแกรมอ่านหน้าจออีกด้วย

ตั้ง title tag และ meta description ให้น่าสนใจ

ทั้งสองส่วนนี้จะใช้แสดงผลในการค้นหาของ Google เพื่อช่วยให้ผู้ค้นหาเข้าใจว่าหน้านี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไรบ้าง 

Meta-description

แนะนำว่าควรมีคีย์เวิร์ดอยู่ใน title tag ด้วย รวมทั้งต้องมีใน meta description เช่นกัน นอกจากการเขียนชื่อเรื่อง หรือคำอธิบายเมตาต้องเขียนให้น่าสนใจ ซึ่งมีเทคนิค ดังนี้

  • เขียนสั้น ๆ ให้กระชับ แต่อ่านแล้วเข้าใจ โดยสำหรับ title tag ไม่ควรเกิน 70 ตัวอักษร และ meta description ไม่ควรเกิน 160 ตัวอักษร
  • Title tag และ Meta description ต้องเขียนไปทางเดียวกัน เน้นจุดประสงค์เดียวกัน
  • อย่าใช้กลยุทธ์ Clickbait เพราะจะลดความน่าเชื่อถือให้น้อยลง
  • ต้องเขียนให้มีความสดใหม่ ซึ่งอาจจะใส่ปี พ.ศ. อัปเดตเข้าไปด้วย

TIP

ตั้ว Title tag และ Meta description ให้น่าสนใจ โดยใช้เทคโนโลยี AI อย่าง ChatGPT ที่จะช่วยให้คุณสร้างสรรค์คำออกมาได้ดูดี และกระตุ้นดึงดูดผู้อ่า่นได้

ChatGPT use create title-tag

ตั้งค่า URL Slug เป็นคำอธิบายสั้น ๆ 

ส่วนนี้จะอยู่ในส่วนสุดท้ายของ URL

Example of a URL Slug

ซึ่งควรใช้คำที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา เพราะจะช่วยให้ผู้คนเข้าใจว่าเพจนี้เกี่ยวกับอะไร ก่อนที่จะคลิกเข้ามาเยี่ยมชม แนะนำว่าให้เขียนเป็นคีย์เวิร์ดสั้น ๆ 

ตัวอย่างเช่น

https://ahrefs.com/blog/seo-checklist/

SEO glossary URL slug

เน้นว่าอย่าเขียนยาว เขียนให้กระชับมากที่สุด เนื่องจากว่าถ้ายาวเกินไปจะถูกตัดทอนให้สั้นลงบน SERP

Title Tag Truncation

เพิ่ม markup schema ลงใน rich snippet

มาร์กอัปสคีมาอาจส่งผลต่อลักษณะที่หน้าเว็บของคุณปรากฏในผลการค้นหา

ตัวอย่างเช่น 

“pizza dough recipe” หน้านี้เป็นหน้าที่มีการจัดอันดับล่าสุด

Rich snippet

คุณสามารถเขียนมาร์กอัปได้ด้วยตัวเอง และเพิ่มลงในเพจของคุณได้ หรือจะเลือกใช้ปลั๊กอิน Yoast เพื่อสร้างมาร์กอัปให้กับคุณ 

Schema Rich Snippets

เพิ่มสารบัญลงไป สำหรับรูปแบบเนื้อหาที่เป็นโพสต์บล็อก

สารบัญจะเป็นการเพิ่มลิงก์ภายในที่เมื่อคลิกแล้วจะพาไปยังส่วนต่าง ๆ ของหน้าเพจได้

Table of content

ซึ่งจะช่วยให้ผู้คนค้นหาเนื้อหาที่ต้องการจะอ่านได้อย่างง่ายได้

Sitelinks

เพิ่มลิงก์ภายในไปยังหน้าเพจใหม่

ลิงก์ภายในช่วยให้ Google ค้นหาหน้าต่างๆ บนเว็บไซต์ของคุณและทำความเข้าใจว่าหน้าเหล่านั้นเกี่ยวกับอะไรได้ง่ายมากขึ้น แพลตฟอร์มเว็บไซต์ส่วนใหญ่จะเพิ่มลิงก์ภายในไปยังหน้าใหม่จากหน้า “หลัก” โดยอัตโนมัติ แต่เราสามารถเพิ่มเข้าไปเองได้เช่นกัน

ตัวอย่างเช่น

เมื่อเผยแพร่โพสต์บนบล็อกใหม่ทาง WordPress จะเชื่อมโยงภายในด้วยลิงก์ จากหน้าแรกของบล็อกของเราโดยอัตโนมัติ

Internal Link Blog Homepage

การเพิ่มลิงก์ภายในช่วยให้ผู้คนเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ในเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น และยังเป็นตัวชี้ให้ Google เห็นว่ามันมีความสำคัญมากแค่ไหน การค้นหาลิงก์ภายในที่เหมาะสมสามารถใช้เครื่องมือฟรีอย่าง Ahrefs Webmaster Tools (AWT) ช่วยได้ โดยทำตามขั้นตอนดังนี้

  1. รวบรวมข้อมูลเว็บไซต์ของคุณด้วย Site Audit
  2. ไปที่ Page Explorer
  3. ค้นหาคีย์เวิร์ดหลักได้ที่ “Page text” เพื่อดูว่าหน้าอื่น ๆ ในเว็บไซต์หน้าใดบ้างที่มีคีย์เวิร์ดเดียวกัน ซึ่งเป็นหน้าที่สามารถเชื่อมโยงกันได้
internal Link Opportunities

ตัวอย่างด้านล่างนี้เป็นการเพิ่มลิงก์ภายในที่มีความสัมพันธ์กันทางด้านเนื้อหา

Internal Link Example

โปรโมตเนื้อหาด้วยการเผยแพร่

สามารถใช้เทคนิค Reverse Sykscraper โดยทำตามขั้นตอนดังนี้

  1. ค้นหาหน้าคู่แข่งและมีคุณภาพต่ำกว่าพร้อมลิงก์ย้อนกลับที่มี
  2. ส่งอีเมลขอให้ผู้ที่เชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์คู่แข่งที่มีคุณภาพต่ำนั้น ลิงก์เชื่อมโยงมาหาเว็บไซต์คุณแทน

หากต้องการค้นหาหน้าคู่แข่งที่มีลิงก์ย้อนกลับ สามารถใช้เครื่องมือ Ahrefs’ Keywords Explorer และไปที่ภาพรวม SERP

Referring domains

จากนั้น ให้ไปที่หน้าต่างๆ และค้นหาเหตุผลที่จะช่วยซัพพอร์ตว่าทำไมเนื้อหาของคุณถึงดีกว่าเว็บไซต์คู่แข่ง โดยมองหาจุดด้อยของพวกเขา เช่น

  • เนื้อหาไม่ถูกต้อง ล้าสมัย
  • ไม่มีการอธิบานสิ่งต่าง ๆ ให้ละเอียดชัดเจน
  • รูปแบบเว็บไซต์ การวางโครงเนื้อหาไม่ดี

การทำขั้นตอนนี้จะเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้เชื่อมโยงอยากเปลี่ยนมาเชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของคุณแทนคู่แข่ง และแน่นอนว่าเว็บไซต์ของคุณจะเป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้น

สรุป

การตรวจสอบเว็บไซต์เป็นประจำ จะช่วยให้เว็บไซต์ถูกต้องตามหลักการ SEO พร้อมทั้งมีการแสดงผลที่ดี ไม่ว่าจะเป็นในด้านเนื้อหา และคุณภาพการใช้งานที่ยอดเยี่ยม เพราะฉะนั้นหากใครที่ต้องการให้เว็บไซต์ได้รับการจัดอันดับ และเป็นที่นิยมมีอัตราการเข้าชมแบบออร์แกนิคสูง จะต้องทำความรู้จักกับเทคนิค และวิธีการตรวจสอบ SEO ของเว็บไซต์ ซึ่งสามารถศึกษาได้จากบทความนี้ได้เลย ทำตามแล้วเว็บไซต์ของคุณจะต้องมีอันดับพุ่งสูงติดอันดับหน้าแรกของ Google อย่างแน่นอน

สวัสดีค่ะทุกคน ชื่อหมูนะคะ เราเป็นอีกคนหนึ่งที่ชื่นชอบงานเขียนมาก ๆ ค่ะ เพราะงานเขียนเปรียบเสมือนกับการสร้างโลกในจินตนาการของเราขึ้นมา โลกใบนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข ความสนุกสนาน เเละความรู้มากมายที่เราสามารถผจญภัยไปได้เเบบไม่มีลิมิต มาท่องโลกของตัวหนังสือไปพร้อมกันนะคะ