คู่มือการทำ Long Tail SEO ฉบับ 2022

การแยกความแตกต่างระหว่าง Head Keyword, Long-tail keyword และ Chonky thorax หรือกลุ่มตรงกลางนั้น เป็นไปได้ค่อนข้างยากในโลกของ SEO หากคุณลองถามผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO ว่า เราจะจำแนกได้อย่างไรว่า Keyword ประเภทไหนเป็น Long-tail Keywords คุณอาจจะได้รับคำตอบที่หลากหลายมากจนไม่สามารถหาข้อสรุปได้

แต่สิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้และผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นตรงกันคือ ข้อมูลการค้นหาใน Google ประเภท Long-tail keyword นั้นพุ่งสูงขึ้นอย่างมากในช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยในบทความนี้เราจะมาลองศึกษาเรื่อง Long-tail keyword กัน

Long-tail ใน SEO หมายถึงอะไร?

การค้นหาแบบ Long-tail คือ การค้นหา Keyword ที่มีปริมาณการค้นหาเฉลี่ยน้อยมากๆ และเป็น Keyword ที่มีการแข่งขันน้อย โดย Long-tail SEO คือ การพยายามทำให้เว็บไซต์ติดอันดับต้นๆบน Google ด้วยคำมหาศาลที่มีการค้นหาน้อยมากและมีการแข่งขันน้อย แทนที่จะพยายามให้เว็บติดอันดับด้วย Keyword ที่มีปริมาณการค้นหาสูงและคู่แข่งจำนวนมาก

ในบางครั้ง การทำ SEO สำหรับ Keyword ที่มีการแข่งขันสูง เพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับต้นๆใน Google นั้น แทบจะเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก รวมไปถึงอาจจะต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ในขณะที่การใช้ Long-tail SEO นั้น ถึงแม้ว่าจะมีปริมาณการค้นหาที่น้อยกว่า แต่อาจจะทำให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับบน Google ได้ง่ายกว่า ซึ่งถ้าหากคุณทำ SEO กับ Long-tail keyword ในปริมาณมากๆ เว็บไซต์ของคุณก็มีโอกาสที่จะมีปริมาณ Traffic ที่เข้ามาในเว็บไซต์และอาจจะมียอดขายสูงกว่าการทำ SEO ให้กับ Keyword ที่มีการแข่งขันสูงได้

จากรูปจะเห็นได้ว่า ปริมาณการค้นหาของ Long-tail keyword แม้ว่าจะมีน้อยกว่า Head keyword แต่หากเราเอา Long-tail keyword หลายๆคำมารวมกัน ปริมาณการค้นหาของกลุ่ม Long-tail keyword จะสูงกว่า Head keyword แน่นอน

Long-tail Keywords คืออะไร?

โดยทั่วไป Long-tail keyword หมายถึง คำที่มีปริมาณการค้นหาน้อย และประกอบไปด้วยคำมากกว่า 2 พยางค์ขึ้นไป ซึ่งในอดีต Long-tail keyword เป็นสิ่งที่มีคู่แข่งค่อนข้างน้อย แต่ปัจจุบันนั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว เพราะเหล่าคนทำ SEO ทั้งหลายเริ่มเห็นถึงคุณภาพของ Long-tail keyword มากขึ้น เพราะการที่ keyword มีหลายพยางค์นั้นคือคำที่บ่งบอกถึงความต้องการของการค้นหาได้ชัดเจนกว่า Head keyword

ยกตัวอย่างเช่น Keyword คำว่า “Widget” ซึ่งเป็น Head keyword ที่มีการแข่งขันสูง แต่ยังไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าคนที่กำลังค้นหา Widget นั้นต้องการอะไร แต่ถ้าหากเราเปลี่ยน Keyword เป็น “Buy blue widget” หรือ “Where to buy Acme Widget LOL-42” แล้วนั้น Keyword เหล่านี้จะสามารถบ่งบอกความต้องการที่ชัดเจนของผู้ค้นหา หรือที่เราเรียกว่า Long-tail keyword นั่นเอง ซึ่งในอนาคต Long-tail keyword เหล่านี้อาจจะมีปริมาณการค้นหาที่สูงขึ้นพร้อมกับการแข่งขันที่มากขึ้นก็ได้

การเติบโตของ Long-tail keyword

Google ได้มีการเปิดเผยข้อมูลว่า 15% ของการค้นหา ที่ Google ได้ทำการเก็บข้อมูลไว้ เป็นการค้นหาด้วยคำใหม่ๆทั้งสิ้น ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะว่าจากหลักการของ NLP (Natural language processing) ที่ทาง Google ใช้กับ Search engine เพื่อให้ Search engine เข้าใจภาษาของมนุษย์มากขึ้นนั้น มนุษย์เราจะมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะคำพูดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งมาจากหลายปัจจัย เช่น กระแส วัฒนธรรม และยุคสมัย 

โดยในมุมของคนทำ SEO อาจจะเป็นการยากที่จะปรับวิธีการหา Keyword เพื่อมาทำ SEO ให้ตามทันกับคำพูดของมนุษย์ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่ไม่ต้องกังวลค่ะ เพราะระบบ NLP ของทาง Google ที่มีอยู่ใน search engine จะช่วยวิเคราะห์และจำแนกคำใหม่ๆที่เกิดขึ้น และด้วย Algorithm นี้จะทำให้ Search engine เข้าใจคำแปลกๆที่เกิดขึ้นใหม่ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว อาจจะเป็นเพียงแค่วิธีการพูดแบบใหม่ แต่ยังคงความหมายเดิม

วิธีการจัดการ Long-tail keyword ของ Google 

หากลองย้อนดูการทำงานของ Google ในสมัยก่อน คุณจะเห็นถึงการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก  ดังตัวอย่างภาพด้านล่าง ซึ่งทาง Moz ได้ลองทำการค้นหาคำว่า “Jon Lewis” ที่ประเทศอังกฤษ บน Google ในปี 2019 ซึ่งจะเห็นได้จากตรง Suggestion ว่า Search engine มองว่าการค้นหานี้เกิดจากการพิมพ์ผิด และช่วยแนะนำว่า คุณกำลังค้นหา “John Lewis” ใช่หรือไม่?

อีกตัวอย่างซึ่งเกิดจากการพิมพ์ผิด แต่ Search engine ยังแสดงผลเกี่ยวกับบุคคลเดิม “John Lewis” ซึ่งเป็นเรื่องแปลก เพราะคำที่พิมพ์ลงไปนั้น ไม่ได้สื่อความหมายถึง John Lewis อยู่เลย แล้ว Google รู้ได้อย่างไรว่า เรากำลังค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ John Lewis อยู่

คำตอบคือ คุณ John Lewis เป็นบุคคลที่มีอิทธิพลคนหนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลที่ถูกค้นหาบน Google เยอะมาก และแน่นอนว่าจากการค้นหาในปริมาณมากๆจะต้องการพิมพ์ผิดเกิดขึ้นอย่างแน่นอน นั่นหมายความว่า Google นั้นจดจำรูปแบบการค้นหาของผู้ใช้งาน ทุกรูปแบบ ทั้งพิมพ์ถูก สะกดผิด ลืมเปลี่ยนภาษา และอื่นๆ ซึ่งทำให้ Google สามารถแสดงผลลัพธ์ พร้อมทั้งสามารถแนะนำผู้ใช้งานได้ว่ากำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลนี้อยู่หรือเปล่านั่นเอง

นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาเพิ่มเติมจากทาง Moz ว่า การค้นหาแบบตั้งคำถามนั้น ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบมากๆ แต่ Google ก็สามารถจัดกลุ่มของคำถามเหล่านี้ และแสดงเว็บไซต์ที่ถูกต้องขึ้นมาเป็นผลลัพธ์ให้กับผู้ค้นหาค่ะ โดยผู้เชี่ยวชาญจากทาง Moz ได้เริ่มต้นจากการใช้คำถาม “Can you reverse a 301-redirect?” แล้วลองเปลี่ยนรูปแบบคำถามหลายๆแบบ ไม่ว่าจะเป็นการตัดคำ การย่อคำ หรือการถามคำถามแบบให้สั้นลง เพื่อลองเช็คการแสดงผลของเว็บไซต์ใน Google ซึ่งมีอันดับของการแสดงผลดังภาพด้านล่าง

จากภาพจะเห็นได้ว่า จากลักษณะคำถามหรือการลดคำให้สั้นลงใน Google นั้นแทบไม่ส่งผลอะไรเลย เพราะ Google ยังสามารถดึงเว็บไซต์ของ Moz มาแสดงได้เหมือนเดิม แต่อาจจะมีการแกว่งของอันดับไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้มีผลมาก

ดังนั้นสามารถสรุปได้ว่าระบบ NLP ของ Google นั้นมีการเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา แม้เราจะทำการค้นหาโดยใช้คำที่คล้ายๆกัน แต่ Google ยังสามารถนำเว็บไซต์ที่เหมาะสมและตรงกับสิ่งผู้ใช้งานมาแสดงผลได้อย่างปกติ

สรุปว่า การใช้ Long-tail keyword ในการทำ SEO นั้นยังจำเป็นอยู่หรือไม่?

จากบทความนี้จะเห็นได้ถึงการเกิดขึ้นของ Long-tail keyword และวิธีการที่ Google ใช้จัดการกับ Long-tail keyword อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นในมุมของผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO เราไม่จำเป็นที่จะต้องเสียเวลาสร้าง Content สำหรับทุก Long-tail keyword อีกต่อไป เพราะระบบ NLP ของ Google นั้นเข้ามาช่วยจัดการปัญหาเหล่านี้และช่วยให้คนทำ SEO ทุกคนทำงานได้ง่ายขึ้นมาก